ramdom04.jpg

คุณ เสริมพล ปิยะทัศนาพงศ์


สวัสดีครับกลับมาพบกับ TOV interview กับ นาย  Henry ที่จะพาพี่น้องมาแลกเปลี่ยนแง่คิดในงานนมัสการผ่านบุคคลต่างๆ ที่เราได้เชิญมา  และสำหรับครั้งนี้บุคคลที่เป็นแขกรับเชิญก็ถือได้ว่าเป็นพรกับพี่น้องในแวดวงนมัสการอย่างมาก   เพราะนอกจากเป็นผู้นำนมัสการที่เชี่ยวชาญและมีการเจิมอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นนักแปลเพลงที่มีความเข้าใจในเพลงนมัสการอย่างดีเยี่ยมด้วย พี่น้องส่วนใหญ่จะรู้จักดีในนาม อาจารย์โอ๊ค  ขอเชิญพบกับแขกรับเชิญของเราได้เลยครับ

Henry : แนะนำตัวด้วยครับ

อ.โอ๊ค : ครับ ผมเสริมพล  ปิยะทัศนาพงศ์  เรียก โอ๊คก็ได้ครับ  เป็นผู้นำนมัสการ ปัจจุบันทำงานด้านการนมัสการ, ทำเว็บไซต์การนมัสการเพื่อประเทศไทย เราเชื่อว่า การนมัสการ คือ กุญแจของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และการนมัสการก็เป็นกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ  มีนำนมัสการในนิเวศอธิษฐาน  นำนมัสการตามที่ต่างๆงานประชุมต่างๆ และคริสตจักรต่างๆ ที่ได้รับเชิญมาครับ, บางทีก็ไปแบ่งปันในทีมนมัสการของแต่ละคริสตจักรเป็นการแบ่งปันเรื่องหลักการนำนมัสการ ความหมายของการนมัสการ และแบ่งปันพระวจนะที่นักนมัสการทุกคนจำเป็นต้องศึกษาควบคู่ไปกับการนมัสการครับ เพราะถ้าเรามีพระวจนะการนำนมัสการของเราจะไม่ตันครับ

Henry : จุดเริ่มต้นของการนำนมัสการละครับ

อ.โอ๊ค : เริ่มจากผมเล่นกีต้าร์มาก่อน ตั้งแต่ ม.3 จากการที่น้าผมเล่นกีต้าร์ และผมอยากร้องเพลง  พอปิดเทอมแม่ผมก็ส่งไป  เรียนกีต้าร์แต่ยังไม่ได้อะไรเลย  ก็กลับมาหัดเล่นเอง ไม่เข้าใจก็มาถามน้า   ดูตามหนังสือ และพอรู้จักพระเจ้าก็เล่นบ้างแต่ก็ไม่เก่งเท่าไหร่   จนมีผู้นำมาทักว่าเขาเห็นนิมิตว่าผมร้องเพลงในทีมนมัสการ   จากนั้นก็เริ่มเข้ามาในทีมนมัสการ  ต่อมาโบสถ์เริ่มมีกลุ่มเซล ก็เลยต้องมีคนเล่นกีต้าร์  ทีนี้ไม่มีใครเล่นเป็นเลย ก็เลยต้องเล่นและเล่นมาเรื่อยๆ  จนเป็นผู้นำนมัสการในกลุ่มครับ  และเริ่มนำในคริสตจักรจนเป็นผู้นำนมัสการมาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ

Henry : แล้วมีไปศึกษาเพิ่มเติมจากที่ไหนบ้างครับ

อ.โอ๊ค : มีไปศึกษาหลายครั้งหลายที่ครับ แต่ครั้งหนึ่งช่วงที่อยู่ในคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ผมเป็นทีมงาน เขาจะส่งคนไปอบรมในทุกๆ ปี  ผมก็ได้ไป 2 ครั้ง ผมเลือกลง workshopนมัสการ ที่นั่นเค้าไม่ได้สอนแค่เทคนิคของดนตรีเท่านั้นนะครับ เค้าสอนเรื่องความเข้าใจในการนมัสการด้วยครับ 

Henry : ทราบว่า อาจารย์ แปลเพลงมาใช้ในโบสถ์เยอะมาก

อ.โอ๊ค : มาจากการที่เรารับใช้ในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ที่ร้องเพลงทั้งไทยและฝรั่งครับ (ศิษยาภิบาลเป็นฝรั่ง)ต้องการให้เราร้องทั้ง 2 ภาษา เราเลยต้องเลือกแต่เพลงฝรั่งมาแปลเป็นไทยเพื่อใช้ในคริสตจักร เพราะจะได้มีเนื้อภาษาอังกฤษให้ฝรั่งร้องได้ด้วย เพลงฝรั่งที่มีการแปลเป็นไทยแล้วเราก็เลือกสรรมาใช้ครับ แต่ก็ยังมีเพลงฝรั่งดีๆอีกมากมายที่เราอยากใช้แต่ไม่มีใครแปล (หรืออาจจะมีคนแปลแล้วแต่เราไม่รู้เอง) ก็เลยต้องเริ่มต้นแปลเพลงเอง คริสตจักรที่ผมอยู่ในตอนนั้นก็มักจะใช้เพลงฝรั่งที่ไม่เหมือนที่คริสตจักรอื่นๆซะด้วย อย่างช่วงนั้นมีเพลงดีดีของ Hillsongs มากมาย ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยมีคนรู้จักนัก(เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคริสตจักรความหวังแปลไว้เยอะ) จากการเริ่มแปลเพลง ผมเรียนรู้ว่าเราต้องเข้าใจเนื้อเพลงและวิญญาณของเพลงนั้นจริงๆ  เช่น เราร้องเนื้อภาษาอังกฤษว่า I appliciate ภาษาไทยก็น่าจะใช้  เราซาบซึ้งใจ อันที่จริงน่าจะใช้คำว่า ลูก หรือ ข้า หรือ ฉัน มากกว่าคำว่า เรา เพราะภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘I’ เวลาฝรั่งร้องเพลงนี้ความรู้สึกของพวกเขาหมายถึงตัวเองกำลังซาบซึ้งใจกับพระเจ้า   แต่พอเรามาใช้คำว่า เรา ความรู้สึกจะกลายเป็นหมู่คณะที่กำลังพูดกับพระเจ้าแทน ทำให้การนมัสการไม่เป็นส่วนตัวตามที่คนแต่งเขาต้องการให้เป็น แต่อย่างที่เราทราบครับ ภาษาไทยมีข้อจำกัดจริงๆ บางทีเราจะแปลกันแบบตรงตัวเลยก็ไม่ได้ ผมว่าเพลงไหนแปลไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดีพอ ก็ไม่ควรแปลครับ ดังนั้นเพลงแต่งน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ผมแปลเพลงมาประมาณ 200กว่าเพลง   แต่มีมากกว่า 140 เพลงหรืออาจจะเกือบทั้งหมด ที่แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังคงรู้สึกไม่พึงพอใจกับการแปลนั้น ดังนั้นเพลงดังกล่าวก็จะถูกเก็บเอาไว้ไม่ได้เอามาใช้กันแบบจริงๆ จังๆ สักทีครับ บางทีเราก็นึกคำที่ดีกว่านั้นไม่ออก ต้องหาคนมาช่วยกันนึกครับ

Henry : ได้สัมผัสทั้งงานนมัสการทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ  ต่างประเทศเค้าต่างกับเรายังไงครับ

อ.โอ๊ค : ผมว่าต่างประเทศเค้ารู้อะไรบางอย่างที่มากกกว่าเรานะ ผมไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงใช้เค้ามากกว่าเรา หรือเค้าพิเศษกว่าเรา แต่เพราะเค้าเริ่มต้นมาก่อนเรา  มันเป็น  Know How ซึ่งจริงๆ เค้าไม่น่ารู้ก่อนเรา   แต่เนื่องจากบรรพบุรุษเขาก้าวเดินออกมาก่อนเรา  มันจึงมีการสั่งสมและส่งผ่าน  โอเค เค้าอาจจะคิดว่าเค้าไม่รู้มากกว่าเรา แต่ถ้าเราไปคุยกะเค้า เราจะรู้ว่าเค้ารู้บางอย่างที่มากกว่าเรา ซึ่งถ้าเราไปอยู่ตรงนั้น เราจะได้รับกลับมา  มันเป็นการส่งผ่าน  ส่วนตัวผมมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไปอเมริกาเกือบเดือน  แล้วพอผมกลับมานำนมัสการทุกคนบอกเลยว่าการนำของผมเปลี่ยนไป  แต่อยู่ที่นั่นผมไม่ได้ฝึกนำนมัสการอะไรเลย   ผมอยากบอกว่าบางครั้งเราบอกว่าไม่รู้เรื่องนั้น แต่พอเราได้เอาสิ่งที่เรามีแบ่งปันให้กับคนที่ยังไม่รู้  เราจะรู้ว่าสิ่งที่เรารู้นั้นมีพอและส่งผ่านให้ผู้อื่นได้        

Henry : อาจารย์มองงานนมัสการในประเทศไทยอย่างไรครับ

อ.โอ๊ค : ความเข้าใจในการนมัสการดีขึ้นมาก   มีเสรีภาพมากขึ้น  ปัญหาหนึ่งในสมัยก่อน คือการที่เราถูกครอบด้วยเงื่อนไขของเวลาที่ต้องจบเพื่อต่อโปรแกรมอื่นๆ  แต่เราลืมไปว่าสมาชิกส่วนมาก เค้ามีแค่วันอาทิตย์ที่จะมานมัสการเท่านั้น  เรื่องงานนมัสการเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ เป็นการมีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า ซึ่งนั่นคือสมัยก่อน  ปัจจุบันผมเชื่อการนมัสการต้องไปควบคู่กับการเทศนา  เพราะเราจะนมัสการโดยที่เรายังไม่เข้าใจว่าเรานมัสการอะไรไม่ได้  ต้องเข้าใจพระเจ้า   แต่ก็ยังมีบางที่ ยัง Balance กันไม่พอดี  จึงทำให้บางครั้งสมาชิกเองก็ไม่สามารถฟังเสียงพระเจ้าได้  ผมเชื่อว่าจะดีขึ้น  มีพระวิญญาณบริสุทธิ์เร้าใจ  และมีคนแต่งเพลงมากขึ้น อย่างเช่น คุณบงกช  เพลงทุกเพลงที่แต่งออกมาเราอาจฟังว่าธรรมดา แต่พอผ่านไปเราจะรู้ว่าเพลงทุกเพลงนั้นไม่ธรรมดา เพราะเค้าแต่งมาจากความเข้าใจในพระเจ้ามาก  เช่น เพลงบนบัลลังก์  เนื้อหาของเพลงบอกถึงพระเจ้าชัดเจนมาก  คือผมเชื่อว่าการนมัสการ มีเพื่อพระเจ้า และสุดท้ายก็เพื่อพระเจ้า  ในพระคัมภีร์วิวรณ์ไม่เขียนแม้ชื่อผู้อาวุโส มีแต่ผู้ประทับบนบัลลังก์เท่านั้นครับ  คือเราต้องทำยังไงก็ได้จากที่กว้างที่สุด จนสุดท้ายให้เค้ามองไปที่พระเจ้าและจนในที่สุด เค้าลืมไปเลยว่าเค้าอยู่ตรงนั้นเพราะเค้ามองที่พระเจ้าเท่านั้น  คือทำให้ที่ประชุมไปถึงจุดนั้นให้ได้ พระธรรมวิวรณ์ได้แสดงจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง คือพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ผู้ทรงประทับบนบัลลังก์ อย่างที่เพลง " เพียงผู้เดียว" กล่าวไว้ เดี๋ยวนี้มีผู้นำนมัสการไทยที่แต่งเพลงไทยออกมากันมากมาย และล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่ดี ลึก และมาจากความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า แค่นี้ก็เห็นแนวโน้มและอนาคตอันสดใสของการนมัสการในประเทศไทยแล้วครับ

Henry : อะไรคืออุปสรรคของการนมัสการในเมืองไทยหละครับ

อ.โอ๊ค : ผมสังเกตว่าที่ผ่านมา  เราเลือกเพลงที่พูดถึงตัวของเราเองมากเกินไปครับ  บางครั้งบรรยากาศมันกำลังจะไปถึง แต่เพลงที่เราใช้ มันทำให้บรรยากาศที่จะไป เฉออกไป   ปัญหาใหญ่ของการนำนมัสการ คือการเลือกเพลง  และการเรียงเพลง บางครั้งเลือกเพลงมาดีมาก แต่เพลงสุดท้ายเลือกมาไม่ดี  มันเลยเบ้ออกไป  เหมือนที่ท่านอัครทูตยอห์นกล่าว ว่า พระเจ้าต้องใหญ่ขึ้นและข้าพเจ้าต้องเล็กลง หลักการนี้คือ ความจริง  บางครั้งคริสตจักรก็ใช้เพลงที่เกี่ยวกับการเจิมมาก (ตัวเองต้องการรับเข้ามา)  ผมมีมุมมองที่อยากสะท้อนไปว่า ถูกต้องแล้วที่เราขอการเจิม แต่การนมัสการต้องไม่หยุดที่การขอเท่านั้น เพราะการนมัสการคือการให้  เมื่อเราไปถึงพระเจ้าแล้วเราแทบไม่ต้องขออะไรเลย  เป้าหมายต้องมีแต่พระเจ้าเพียงผู้เดียว  เริ่มต้นเราพูดถึงการเจิม แต่สุดท้ายเราไม่ควรขอการเจิมอีก นอกจากพระวิญญาณจะทรงนำให้เราร้องแบบนั้น หรือผู้นำ(ศิษยาภิบาล หรืออาจารย์ที่ดูแลอยู่ในขณะนั้น)ต้องการให้ร้องแบบนั้นหรือเพลงนั้นๆ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนตามการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการนมัสการ เพราะพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง ทรงทราบในสิ่งที่เราไม่รู้ ทรงทราบวาระ และเวลา สิ่งที่เราคิดว่ารู้ตอนนี้ก็ไม่สมบูรณ์ครับ ยังมีอีกมากมายจริงจริงที่เรายังไม่รู้ แต่สำหรับโดยปกติในการนมัสการทั่วไป ควรเป็นอย่างที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น  เช่น เพลงที่ร้องว่า เรานมัสการ หรือ เราพึ่งพาพระองค์ ล้วนเป็นเพลงที่ดีซึ่งผมเองก็ใช้บ่อย  แต่น่านำเพลงแบบนี้วางไว้ช่วงกลางๆ และไม่นำไปใช้ช่วงท้ายๆ เพราะช่วงท้ายนั้นต้องเป็นเพลงที่ไม่ควรพูดถึงเราเลย ควรมีแต่พระเจ้าเท่านั้นครับ อย่างไรก็ตามไม่มีสูตรสำเร็จ ความรู้ของเราไม่เคยสมบูรณ์ครับ

Henry :  มีเพลงที่ประทับใจบ้างมั้ยครับ

อ.โอ๊ค : เพลงนมัสการในสวรรค์ ของ พี่หม่อง พิษณุ  ไทรงาม ดูเนื้อเพลงสิ สามารถพาที่ประชุมพบพระเจ้าได้ในทันที  ปากของเราพาบรรยากาศไปพบพระเจ้าเลย  คอร์ดก็ง่ายมาก   คอร์ดวนไปเรื่อยๆ  เพลงนี้มาจากการทรงนำของพระวิญาณบริสุทธิ์เลยนะ เพราะผมรู้จักเพลงของพี่หม่องเพลงนี้ไม่ได้แต่งออกมาจากสไตล์ตามปกติของพี่หม่อง ทุกเพลงของพี่เขาก็พิเศษ แต่สำหรับผมแล้วเพลงนี้พิเศษจริงๆ อ้อมีเพลงในอัลบั้มของ Don Moen ชุด Thank you Lord เพลงสุดท้ายของอัลบั้มที่มีชื่อว่า When it’s all been said and done  เนื้อเพลงได้เตือนเราว่า อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้เชื่อ เงินทองทรัพย์สมบัติ สิ่งของหรือ? แต่คือการดำเนินชีวิตในความจริง การดำเนินชีวิตในความรัก เพลงนี้ยังกล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ใจที่โดยพระคุณของพระเจ้าพระองค์สามารถเปลี่ยนเราจากคนบาปให้เป็นผู้ชอบธรรม และยังทรงสัญญาว่าเราจะอยู่ในพระนิเวศของพระองค์ตลอดไป พระองค์ผู้ทรงพบทองคำบริสุทธิ์ในโคลนตมอย่างเรา ง่ายๆ และโดนมาก เห็นมั้ยกลับมาที่เค้าเข้าใจบางอย่างมากกว่าเรา เสียดายครับ ฝาก TOV ช่วยลองแปลเป็นไทยให้ด้วยนะครับ ผมลองดูแล้วมันยังไม่ค่อย work บางครั้งผมรู้สึกทึ่งจริงจริงว่าพระเจ้าทรงใช้พวกเขาแต่งเพลงที่มีความเข้าใจลึกซึ้งแบบนี้ได้อย่างไร

Henry :  รู้สึกอย่างไรกับ TOV ครับ

อ.โอ๊ค : ดีมากครับ การที่นำนักแปลเพลงมารวมกัน  มันอาจจะไม่ได้สวยหรูมาก  แต่ถ้าเดินต่อไปเรื่อยๆ  สำคัญมากนะครับ ในความสัตย์ซื่อและความพยายาม  มันจะเห็นความสำเร็จได้เพราะความสัตย์ซื่อในกิจการงานที่ทำ   เหมือนในพระคำของพระเจ้าที่จะอวยพรผ่านความสัตย์ซื่อที่ได้ทำลงไป

Henry :  สุดท้ายฝากอะไรให้กับผู้อ่านบ้างครับ

อ.โอ๊ค : การนมัสการเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ  คือ การที่เราเข้ามาบอกว่าพระเจ้าเรารักพระองค์  เราต้องการพระองค์  พระองค์ทรงดีงามและงดงาม  แค่นั้นเอง และอยากเสริมว่านอกจากการเจิมภายนอกแล้วเรายังมีการเจิมภายใน  ในยอห์นบทที่ 7 พูด ถึง บ่อน้ำพุที่พระเจ้าจะให้กับเรา และน้ำนั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในชีวิตเรา  ซึ่งที่มีทั้งสันติสุข ความยินดี  ความปลาบปลื้มใจและอื่นๆ ที่ดีๆ  พระเจ้ามีทั้งการเจิมภายนอกและภายใน เพราะพระวิญญาณนั้นก็อยู่ในเรา  พระองค์ไม่ใช่แค่เปรียบเหมือนบ่อน้ำนะ แต่พระองค์เป็นยิ่งกว่านั้นอีก คือพระองค์ทรงเป็นแหล่งของการเจิม และมีมากพอสำหรับทำทุกอย่าง  และถ้าเรามีทั้งการเจิมทั้งภายในและภายนอกแล้ว ซึ่งจริงๆ เราทุกคนที่เป็นผู้เชื่อก็มีอยู่แล้วเพียงแต่ถ้าเราจะตระหนักว่าเรามีอะไรแล้วใช้มัน มันจะสุดยอด เพราะเราจะใช้ทุกอย่างในพระเจ้าเพื่อน้ำพระทัยของพระองค์  อยากฝากทุกท่านไว้เท่านี้ละครับ

 

          เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับ TOV Interview เชื่อว่าทุกท่านจะได้รับหลายๆ สิ่งและนำไปใช้ในการนมัสการได้นะครับ  สุดท้ายขอพระเจ้าอวยพรให้ทุกท่านที่อ่านเต็มล้นในการเจิมทั้งภายนอกและภายในนะครับ  พบกันใหม่ฉบับหน้า GBU